หลักการและเหตุผล

การรวมกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน หรือ ASEAN Economic Community: AEC ในปี 2558 จะทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนมีการขยายตัวและเติบโต ส่งผลดีต่อตลาดแรงงานภาคอุตสาหกรรม ที่จะมีอัตราการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น รวมถึงการเปิดเสรีให้มีเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ จะทำให้บุคลากรที่มีความพร้อม และมีใบประกาศนียบัตรวิชาชีพรับรอง เป็นบุคลากรกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสมากกว่าที่จะได้รับการจ้างงาน ประกอบกับปัจจุบันอุตสาหกรรมภาคการผลิต มุ่งเน้นการพัฒนาโดยอาศัยความสามารถของเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพิ่มมูลค่าให้กับกระบวนการผลิต ดังนั้น แรงงานที่มีทักษะและฝีมือเฉพาะด้านจึงเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับรายงานผลการสำรวจและศึกษาข้อมูล “The Global Competitiveness Report 2013–2014” ของ 148 ประเทศทั่วโลก โดย World Economic Forum สรุปความเห็นเกี่ยวกับประเด็นด้านการศึกษาและการฝึกอบรมว่า “การสนับสนุนให้บุคลากรของประเทศได้รับการศึกษาและ การฝึกอบรม ส่งผลดีให้แรงงานสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้แรงงานสามารถยกระดับทักษะในการเรียนรู้และปรับตัวต่อสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี”

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ โดยสำนักโลจิสติกส์ จึงกำหนดให้มีการดำเนินโครงการ “สร้างนักโลจิสติกส์อุตสาหกรรมมืออาชีพ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านการจัดการโลจิสติกส์ในภาคอุตสาหกรรมให้มีความเป็นมืออาชีพ ผ่านการ อบรมบุคลากรในระดับบริหาร หัวหน้างาน และปฏิบัติการ ด้วยหลักสูตรอบรมระดับสากลที่มีประกาศนียบัตรวิชาชีพรองรับ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนภายในองค์กรแก่ผู้บริหารและบุคลากร ให้สามารถดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับบริบทของการค้าในปัจจุบัน และสามารถใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อบริหารนโยบายเชิงรุกให้องค์กรสามารถเติบโตและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้บุคลากรภาคอุตสาหกรรมมีการพัฒนาและยกระดับความเป็นมืออาชีพด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ด้วยองค์ความรู้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
  2. เพื่อเสริมสร้างวิสัยทัศน์ด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนภายในองค์กรแก่ผู้บริหาร ให้สามารถพัฒนากลยุทธ์และแนวทางดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับบริบทของการค้าในปัจจุบัน และสามารถใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อบริหารนโยบายเชิงรุก ให้องค์กรสามารถเติบโตและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. เพื่อสร้างความเข้าใจและวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการบริหารจัดการซัพพลายเชนระดับสากล ควบคู่กับการพัฒนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและกลุ่มผู้นำทางธุรกิจของประเทศคู่ค้าของไทยทั้งในระดับอาเซียน และระดับโลกให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน